Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนเข้าทำงานในออฟฟิศ Startup สมัยใหม่

 ลองนึกภาพของออฟฟิศแบบดั้งเดิมที่เหมือนหลงยุคมาอยู่ในปัจจุบัน โต๊ะทำงานเรียงยาว หน้าจอคอมพิวเตอร์เห็นเรียงเป็นแถวๆ มีที่กั้นระหว่างฝั่งและระหว่างคน ห้องผู้บริหารอยู่ไกลออกไป และมีกระจกฝ้ากึ่งขุ่นกึ่งใสที่คอยเพิ่มระยะห่างระหว่างพนักงาน โซนเครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องแฟกซ์ที่ส่งเสียงตลอดเวลา ที่ความเคยชินต่อภาพจำเหล่านี้กำลังค่อยๆ ถูกเปิดเผยว่า ความเป็นระเบียบเรียบร้อยเกินไปนั้นกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการจำกัดความคิดสร้างสรรค์ เอกลักษณ์เฉพาะตัวบุคคล และเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดของบุคลากร ที่เมื่อสะสมอย่างยาวนานแล้ว มีแต่จะพาให้ธุรกิจดิ่งลงไปเรื่อยๆ ซึ่งพอรู้ตัวอีกทีก็กลับลำไม่ทัน

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คือการเปลี่ยนรูปแบบการใช้พื้นที่ในสำนักงานให้เปิดกว้างมากขึ้น ยืดหยุ่นเรื่องการแต่งกาย และลดความจริงจังในการประชุมและเปลี่ยนให้เต็มไปด้วยความเป็นกันเอง เพื่อใช้บรรรยากาศแบบสบายๆ เป็นกลยุทธ์ในการกระตุ้นความกล้าของพนักงานในการแสดงความคิดเห็นอยู่บ่อยครั้ง เห็นได้ชัดจากบริษัทชั้นนำระดับโลกอย่างแอปเปิ้ล กูเกิ้ล เฟซบุ้ค ที่พิสูจน์กันมาแล้วว่าไอเดียเจ๋งๆ นั้นไม่ได้มาจากการนั่งโต๊ะหลังตรงเสมอไป แต่บางทีก็เกิดจากตอนนั่งเล่นบนโซฟาหรือตอนเล่นกีฬากับเพื่อนร่วมงาน

แต่ทั้งนี้ ความเป็นระเบียบท่ามกลางความอลม่านนี้ก็ยังมีเรื่องของมารยาทการอยู่ร่วมกัน ที่ทุกคนต่างให้ความเคารพต่อสถานที่ แม้จะยืดหยุ่นเรื่องเครื่องแต่งกาย แต่ไมได้หมายความว่าจะสามารถใส่รองเท้าแตะหูหนีบเข้าออฟฟิศได้ ดังนั้น หลายออฟฟิศชั้นนำที่ดูจะไม่เคร่งเรื่องกฏระเบียบ แต่ต่างก็มี โค้ดลับบางอย่างที่บอกเป็นนัยกับพนักงานอยู่เสมอ สำหรับผู้สมัครงานใหม่ ที่มีโอกาสจะเข้าบรรจุเป็นส่วนหนึ่งกับบริษัทในฝัน นี่เป็น 5 เรื่องที่รู้ไว้ไม่เสียหาย ก่อนเข้าไปเป็นสมาชิกใหม่ในออฟฟิศ

 

1.ทำความรู้จักบริษัทให้ถ่องแท้

ถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในคนทื่ยื่นใบสมัครไปยังบริษัทที่อยากทำ สิ่งสำคัญข้อแรกเลยคือการทำความรู้จักบริษัทนั้นให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนวันนัดสัมภาษณ์ อ่านเรื่องราวความเป็นมา การก่อตั้งบริษัท ทำวิจัยเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ และทำความเข้าใจในวัฒนธรรมองค์กรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลองเตรียมคำถามไปล่วงหน้า เพื่อแสดงให้ผู้สัมภาษณ์เห็นว่าเรามีความสนใจในบริษัทมากขนาดไหน ในกรณีที่ได้เข้าทำงานแล้ว อย่าปล่อยให้ความสบายใจทำให้เราชะล่าใจ ต้องหมั่นศึกษาและอ่านข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัทอยู่เสมอ รวมถึงเทรนด์ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรม เตรียมไอเดียใหม่ๆ ไปเสนอในการประชุมทุกครั้ง

นอกจากนี้ การเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างแผนกการทำงานที่เรามีความเกี่ยวข้องด้วยก็เป็นเรื่องที่มองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน เพราะอาจนำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ ที่เรากำลังมองหาอยู่ พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้เพื่อนร่วมงานชื่นชมกับการมีเราเป็นส่วนหนึ่งของทีม และหัวหน้าก็จะให้ความเคารพกับความสนใจที่เรามีต่อบริษัทอยู่เสมอ

 

2.เป็นตัวจริง

ในการทำงานยุคปัจจุบันนี้ หลายบริษัทไม่ได้ต้องการพนักงานที่มีความสามารถเหมือนกันไปหมด แต่ต้องการความแตกต่าง เอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผู้ที่ได้รับโอกาสไปสัมภาษณ์นั้น สามารถตอบคำถามได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องมีเคารพผู้สัมภาษณ์ในเวลาเดียวกัน หรืออย่ากลัวที่จะแสดงความตลกหรืออารมณ์ขันเล็กๆ น้อยๆ ให้คิดว่าเราจะเป็นตัวเราอย่างไรถ้าได้ผ่านการสัมภาษณ์แล้วอยู่กับเพื่อนร่วมงานและเจ้านายของเราจริงๆ ที่สำคัญคือ บริษัทอยากได้ยินในสิ่งที่เราคิด ไม่ใช่สิ่งที่เรารู้ว่าเขาอยากจะฟัง

แต่อย่าลืม ว่าการเป็นตัวจริงไม่ใช่ข้ออ้างที่ทำให้เราทิ้งคำว่า มารยาทไว้ระหว่างทาง และทัศนคติที่ดีไม่สามารถสร้างขึ้นมาแล้วอยู่ได้นาน ต้องมาจากตัวตนที่แท้ของคนนั้นจริงๆ  

3.หาจุดสมดุล

การรู้มาว่าบริษัทที่เราไปสมัครงานนั้นไม่เคร่งครัดเรื่องชุดแต่งกาย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นใบเบิกทางให้เราใส่ชุด อะไรก็ได้ไปตั้งแต่วันสัมภาษณ์ หรือเรื่องของประวัติการทำงานก็สำคัญ กลับไปตรวจสอบและหมั่นอัพเดตอยู่เสมอ พร้อมกับเช็คข้อมูลให้ดีทั้งในตัวที่พิมพ์ออกมาและประวัติในโลกออนไลน์ Digital footprint เป็นความผิดพลาดที่พังชีวิตคนมานักต่อนัก ดังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการสมัครงาน ในต่างประเทศนิยมกันมากคือ LinkedIn ที่เป็นพื้นที่ที่ (ว่าที่) เจ้านายของเราจะเข้าไปตรวจสอบผลงานของเราเป็นที่แรก

โดยมารยาทหรือข้อบังคับที่ออฟฟิศยุคใหม่นี้มี สามารถสังเกตได้ง่ายและรวดเร็วที่สุดจากเพื่อนร่วมงาน ว่าแสดงออกกันอย่างไร รูปแบบการแต่งกายมีข้อจำกัดมาก-น้อยถึงเพียงไหน และจำไว้ว่ามารยาทบางอย่างก็เป็นสากล ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลา เช่น การสบตาเวลาจับมือ (shake hand), ตรวจสอบน้ำเสียงในอีเมล รวมถึงความถูกต้องของตัวสะกด, การไม่ลืมแนบไฟล์ในกรณีที่ต้องใช้งาน, พูดคำว่า ขอบคุณบ่อยครั้ง ถามคำถามที่ไตร่ตรองมาแล้วเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนร่วมงาน ไปจนถึงการเขียนโน้ตด้วยลายมือเพื่อแสดงถึงความจริงใจ มารยาทเหล่านี้เป็นมารยาทสากลที่ไม่ได้ใช้แค่เพียงภายในออฟฟิศเท่านั้น แต่ยังนำมาปรับกับการใช้ชีวิตในเรื่องอื่นๆ ได้เช่นกัน

 

4.คว้าโอกาส

ความสามารถในการปรับตัวคือหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อความก้าวหน้า ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเมื่อมีการถูกเรียกประชุมแบบเร่งด่วน เพื่อระดมสมองในการทำโปรเจกต์ใหม่ เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับการปะทะกับขอบเขตงานใหม่ๆ นี้เสมอ อย่าลืมนำแลปท้อปติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ไอเดียดีๆ จะเกิด และอย่าจำกัดตัวเองไว้แค่ขอบเขตงานใน job description ที่เขียนเอาไว้ ลองคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่ได้มาและพิสูจน์ความสามารถต่อสายตาหลายๆ คน เมื่อมีโอกาสแล้วก็ลองแสดงฝีมือว่าเรายินดีที่จะพัฒนาทักษะแบบข้ามสายความถนัด และสามารถช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา บางครั้งเราก็ต้องปล่อยให้ความสงสัยและการรับรู้นำทางเราไปสู่โอกาสใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายในบริษัทของเรา

 

5.ตั้งใจทำงาน

เพราะวัฒนธรรมองค์กรแบบสบายๆ นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกับวัฒนธรรมแห่งความขี้เกียจ อย่าปล่อยให้เสรีภาพที่เราได้มาเป็นกับดักที่มาขัดขวางประสิทธิภาพการทำงานของเรา ยิ่งเราได้รับสิทธิ์ในการปกครองตัวเอง (ในที่ทำงาน) มากเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนเราจะยิ่งทำให้เกิดความผิดพลาดจากการละเลยมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น อย่าลืมเลยว่า งานที่ดีนั้นมาจากคำสั่ง และเดดไลน์เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงเสมอ รวมถึงเพื่อนร่วมงานต่างก็ต้องทำงานเป็นทีมด้วยกันตลอด ดังนั้น จงแน่ใจว่าเราทำงานและหน้าที่ของตัวเองได้ดีที่สุดทุกครั้ง อย่าลืมสร้างความสนุกให้เกิดขึ้นระหว่างทำงานด้วย เพราะเป็นตัวช่วยลดความเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี เพียงเท่านี้ ก็วินกันทุกฝ่าย

 

ที่มา: http://incquity.com/articles/casual-startup-office-tips


ผู้เข้าชม : 1348 ครั้ง
 
 
 
 
cheap nfl jerseys cheap nike jerseys cheap mlb jerseys cheap real air jordans cheap soccer jerseys