Training Partner เข้าระบบ
 
Username
Password
Forgot password?
 
สมัครเป็น Training Partner ที่นี่
 
 
 
Keyword
วันที่เริ่มต้น
วันที่สิ้นสุด
 
รับข่าวสารการอบรมสัมมนา
 
 
Knowledge Zone > ข่าวสารแวดวง Training
 
 
 
ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า (1)


(ตอนที่ 3)

การขยับขยายธุรกิจจนเติบใหญ่อันเป็นผลจากกลยุทธ์ "แตกแล้วโต โตแล้วแตก" มีส่วนสำคัญทำให้เครือสหพัฒน์เติบใหญ่ มีบริษัทในเครือกว่า 200 บริษัท มีสินค้าและบริการหลากหลายเป็นพันรายการ จากกว่า 100 แบรนด์ที่จำหน่ายไปทั่วประเทศไทย

หน้าประวัติศาสตร์ของสหพัฒนพิบูลบันทึกไว้ว่า นายห้างเทียม โชควัฒนา เป็นบุคคลที่มุ่งความสำเร็จอย่างยิ่ง ทั้งยังมีความมุ่งมั่น ขยันขันแข็งหาตัวจับยาก

"คุณพ่อเห็นอะไรก็จะทำไปหมด" บุญเกียรติ โชควัฒนา ย้อนรำลึกถึง ไฟในตัวของนายห้างเทียมที่ไม่เคย หยุดนิ่ง

"ท่านเป็นคนที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ไม่ได้เรียนด้านการตลาด แต่สนใจการตลาด เป็นความสนใจที่ทำให้ท่านเรียนรู้ เป็นคนที่ เอาจริงเอาจัง ศึกษาทำความเข้าใจ สามารถพัฒนาสินค้าของเราให้มียอดขายเติบโตขึ้นมาโดยตลอด"

การพลิกตัวของนายห้างเทียม โชควัฒนา ไม่ต่างจากการแหวกม่าน ประเพณีทางธุรกิจในอดีต

นั่นคือบริษัทต่างชาติจะมีบทบาทใน การผลิต ในการจัดจำหน่าย และควบคุมกลไกของซัพพลายเชนเกือบทั้งหมด ขณะที่พ่อค้าชาวจีนไม่กี่รายในย่านการค้าทรงวาดมีบทบาทเป็นผู้นำเข้าสินค้าคล้าย ๆ กับที่นายห้างเทียมดำเนินการอยู่

ธุรกิจที่ชาวจีนมีบทบาทมากที่สุดน่าจะเป็น "ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว" ทำหน้าที่กระจายสินค้า สู่ร้านค้าในท้องถิ่น

ผู้กุมบังเหียนเศรษฐกิจในยุคเมื่อหกสิบปีก่อน จึงเป็นพวกบริษัทบอร์เนียวของอังกฤษ, อีสต์เอเชียติ๊กของเดนมาร์ก หรือเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ซึ่งนำเข้าสินค้าสารพัดชนิด (ปัจจุบันเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เป็นธุรกิจในเครือนายเจริญ สิริวัฒนภักดี)

ส่วนที่เอาดีกับสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียว น่าจะเป็นลีเวอร์บราเธอร์ (ประเทศไทย) หรือยูนิลีเวอร์ในปัจจุบัน คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ รวมถึงดีทแฮล์ม



อย่างที่กล่าวไว้ในช่วงต้น"สหพัฒน์" ในยุคก่อตั้งไม่ได้มีชื่อว่า "สหพัฒนพิบูล" ดังเช่นทุกวันนี้ แต่ใช้ชื่อว่า "เฮียบเซ่งเชียง" ก่อนเปลี่ยนเป็นบริษัทสหพัฒนพิบูล ในปี 2495 หลังจากนั้นกิจการเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ

เพราะการเติบโตมาจากกลุ่มทุนท้องถิ่น ไม่ว่าจะจับอะไร สหพัฒน์ในยุคบุกเบิกจึงเป็นการลองผิดลองถูกทั้งสิ้น

มีทั้งติดตลาด ประสบความสำเร็จ มีทั้งประสบความล้มเหลว

การเปิดประตูประเทศไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2485 สู่โลกกว้าง ทำให้สินค้าหลั่งไหลสู่ท้องตลาด คนไทยมีโอกาสรู้จักกับสบู่ ผงซักฟอก แชมพูสระผม ฯลฯ ที่บรรดาบริษัทข้ามชาตินำมาเปิดตลาดในประเทศไทย

ความหลักแหลมบวกกับทะเยอทะยานส่วนตัวของนายห้างเทียมมองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่เปิดกว้างอย่างไม่เคยเป็น มาก่อน

การติดต่อค้าขายระหว่างสหพัฒน์กับญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกปรากฏผลลัพธ์เป็นรูปธรรม จากช่วงแรก ๆ ใช้วิธีสั่งสินค้าเข้ามาจำหน่ายเป็นลอต ๆ แต่เมื่อสั่งเท่าไหร่ก็ขายจนหมด ทำให้คนหัวไวอย่างนายห้างเทียมเห็นถึง "โอกาสทางการตลาด" ที่เปิดกว้าง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้คู่ค้าเป็น บริษัทไลอ้อน ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

และเป็น "ไลอ้อน" นี่เองที่ "บุญเกียรติ" ลูกชายฝาแฝดของนายห้างเทียม ยอมรับว่าทำให้ "สหพัฒนพิบูล" แจ้งเกิดในตลาดสินค้าอุปโภคสำเร็จ

ในขณะที่ไลอ้อนคอยเป็นกองหลังสนับสนุนด้านการผลิต สหพัฒน์ก็คอยเป็น กองหน้าบุกตะลุยเปิดตลาด

บทบันทึกยักษ์ใหญ่รายนี้ระบุว่า สหพัฒน์เข้าสู่ตลาดแชมพูใน ปี 2501 ด้วยการนำแชมพูผงไลอ้อนมาบรรจุซองขายในราคาซองละบาท ปรากฏว่าประสบความสำเร็จสูงมาก

จากนั้นในปี 2503 สหพัฒน์ขอเป็นผู้แทนจำหน่ายผงซักฟอกยี่ห้อท็อปของ ไลอ้อน มีคู่ต่อสู้คือแฟ้บของคอลเกตที่ครอบครองตลาดอยู่เดิม

ภาพของการทำทุกอย่างที่ขวางหน้าปรากฏผลให้เห็นขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลา ต่อมา ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือสินค้า อุปโภคบริโภค

จากแชมพูผงบรรจุซอง "สหพัฒนพิบูล" ก้าวเข้าสู่ตลาดสบู่ เริ่มจากสบู่ตราลูกไก่ จากนั้นก็เป็นยาสีฟันไวท์ไลอ้อน ยาสีฟันซื่อสัตย์ แชมพูน้ำไลอ้อน แชมพูน้ำ เอมเมอร่อน (Emeron) รวมทั้งสินค้า ภายใต้เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก

สอดคล้องกับคำกล่าวของบุญเกียรติ โชควัฒนา ที่เปรียบเปรยให้เห็นภาพว่า "คุณพ่อเห็นอะไรก็ทำไปหมด"

ครั้งหนึ่ง "บุญชัย โชควัฒนา" แฝดผู้พี่ของ "บุญเกียรติ" ซึ่งปัจจุบันรับผิดชอบบริหารจัดการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์แนววาไรตี้โชว์ว่า ตัวเขาเองเคยเป็นหนูทดลองสินค้าในยุคแรก ๆ ที่สหพัฒนพิบูลนำออกวางตลาด

นั่นเป็นเพราะเมื่อผลิตสินค้าอะไร ออกมา นายห้างเทียมจะนำมาทดลองใช้ในครอบครัวก่อน

แม้จะมีสินค้าสู่ตลาดไม่ขาดสาย อย่างไรก็ตาม "บุญเกียรติ" ยอมรับว่า สหพัฒน์ในยุคแรก ๆ ของนายห้างเทียมนั้น การกำเนิดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีแรงบันดาลใจมาจากคู่แข่งต่าง ๆ ไม่พ้นคอลเกต ลีเวอร์ฯ รวมถึงดีทแฮล์ม ที่มีบทบาท อย่างยิ่ง

"ท่านไม่ค่อยได้ไปต่างประเทศ ดังนั้น ไอเดียเรื่องสินค้ามีน้อย ส่วนมากจะเห็นว่าบริษัทฝรั่งทำอะไรก็อยากจะทำบ้าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไร"

เช่นเดียวกับการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิต เมื่อพบว่าการนำเข้าสินค้ามาบรรจุในประเทศไทยถูกภาครัฐใช้พิกัด ภาษีมาเป็นกำแพงขวางกั้น ส่งผลให้ สินค้ามีราคาขายปลีกแพงกว่าคู่แข่งขัน ซึ่งล้วนมีโรงงานผลิตในประเทศไทย

การมีโรงงานผลิตของตัวเองยังตัดปัญหาด้านความเสี่ยงสินค้าขาดตลาดไปด้วยในตัว

"ที่ผ่านมาเราอาจทำแค่ซื้อมาขายไป แต่คุณพ่อคิดว่าเราต้องผลิตของเราขึ้นมาเอง เพื่อจะได้ไม่ยืมจมูกคนอื่นมาหายใจ"

แม้ว่าสหพัฒน์ยุคบุกเบิกจะปรากฏภาพ "ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า" อย่างโดดเด่น แต่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ นายห้างเทียมจะให้น้ำหนักกับสินค้าอุปโภคบริโภคมากกว่าสินค้าอื่น ๆ อาจเป็นเพราะเจ้าตัวคลุกคลีกับสินค้ากลุ่มนี้มาทั้งชีวิต ตั้งแต่ครั้งวัยหนุ่ม กระทั่งมีธุรกิจเป็น ของตัวเอง

อีกเหตุผลน่าจะเป็นเพราะโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้างนั่นเอง โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัดซึ่งถือว่ายังใหม่มาก

ว่ากันว่าเวลานั้นคนไทยในชนบทยังไม่ รู้จักแชมพูสระผมด้วยซ้ำ

ทว่าการต่อสู้กับคู่แข่งขันที่ใหญ่โตกว่า มีความพร้อมทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะเงินทุนจำนวนมหาศาล สินค้าในกลุ่มอุปโภคบริโภคแต่ละตัวของสหพัฒน์จึงอยู่ในตลาดไม่ยาวนาน ไม่เหมือนแฟ้บ บรีส หรือยาสีฟันคอลเกต หรือแจ้งเกิดในท้องตลาดได้ แต่ก็ไม่เคยครอบครองความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างเบ็ดเสร็จ

อาจกล่าวได้ว่าบริษัทสหพัฒนพิบูลมีฐานะเป็นเพียงบริษัทผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของคนไทย

แต่เหมือนฟ้าเปิด

จากนั้นไม่นาน นายห้างเทียมได้ค้นพบสินค้าหลักที่เป็นเรือธงถึงสองตัวซ้อน ๆ ตัวหนึ่งคือ ผงซักฟอกเปาบุ้นจิ้น (เวลานี้เปลี่ยนชื่อเป็นเปา) อีกตัวหนึ่ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า

สินค้าทั้งสองเป็นตัวปูทางให้เครือสหพัฒน์กลายเป็นธุรกิจแสนล้านในวันนี้

อย่างไรก็ตามถึงนายห้างเทียม โชควัฒนา จะลาลับสู่สรวงสวรรค์ตั้งแต่ ปี 2534 (29 มิถุนายน 2534) แต่เส้นทาง สาย "ทำทุกอย่างที่ขวางหน้า" ของสหพัฒน์ หาได้สะดุดหยุดลงแต่อย่างใดไม่

 

ที่มา: ที่มา: วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4178  ประชาชาติธุรกิจ คอลัมน์ คิด ลอง ทำ


ผู้เข้าชม : 863 ครั้ง